ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจริยธรรม

บุคคลในสังคมถ้าต้องการอยู่อย่างสงบสุข ต้องมีจริยธรรมเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต ซึ่งเปรียบเสมือนกับศีล 5 เพื่อให้สังคมมนุษย์เกิดสันติสุขปราศจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ดังนั้นความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้าของสังคมจึงขึ้นอยู่กับความมีจริยธรรมของบุคคลในสังคม


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจริยธรรม

1.ความหมายของจริยธรรม (Ethics)

คำว่า “จริยธรรม” แยกออกเป็น จริย+ธรรม ซึ่งคำว่า จริย หมายถึง ความประพฤติหรือกิริยาที่ควรประพฤติ ส่วนคำว่า ธรรม มีความหมายหลายประการ เช่น คุณความดี หลักคำสอนของศาสนา หลักปฏิบัติ เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกันเป็น “จริยธรรม” จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า “หลักแห่งความประพฤติ” หรือ “แนวทางของการประพฤติ”

นักวิชาการส่วนใหญ่เหล่านี้ลงความเห็นว่า จริยธรรม คือหลักการที่มนุษย์ในสังคมยึดถือปฏิบัติ เพ่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในสังคมนั่นเอง และเมื่อนำไปใช้กับการประกอบวิชาชีพ หรือเรียกง่ายๆว่า การทำงาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ ก็ย่อมหมายความว่า มนุษย์ย่อมจะต้องมีจริยธรรมในการทำงาน หรือการประกอบวิชาชีพ เพราะในการทำงาน มนุษย์ย่อมต้องมีสังคมซึ่งประกอบด้วยคนหลายคน เนื่องจากในวงการของการทำงานนั้น การทำงานคนเดียว ย่อมเป็นไปได้ยาก ดังนั้นจึงสมควรมีการวางกรอบให้มนุษย์ประพฤติปฏิบัติ เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างสงบสุข


2.จริยศาสตร์กับศีลธรรม และจริยธรรม

จริยศาสตร์ เป็นความรู้ที่ว่าด้วยความดี ความชั่ว เช่นเดียวกับ ศีลธรรม แต่ศีลธรรมดูจะเป็นความรู้ที่ชักจูง แนะนำ หรือสั่งสอนให้บุคคลกระทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ควรกระทำอย่างนั้นอย่างนี้เป็นต้น โดยบอกว่าสิ่งที่แนะนำ หรือสิ่งที่ให้บุคคลนั้นเป็นสิ่งที่ห้ามมิให้กระทำเป็นสิ่งชั่ว แต่จะไม่อธิบายหรืออภิปรายว่า เหตุใดการกระทำอย่างนั้นๆ จึงจัดว่าดี และการกระทำที่ตรงข้ามกันจึงจัดว่าชั่ว ดีหรือชั่วใช้เกณฑ์ หรือมาตรการอะไรมาวัด เกณฑ์หรือมาตรการนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ เป็นต้น

พฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์ที่กระทำลงไปไม่มีค่าทางศีลธรรม คือไม่อยู่ในขอบข่ายที่จะตัดสินได้ว่าดีหรือชั่ว พฤติกรรมที่จะถือว่ามีค่าหรือมีผลทางศีลธรรม จะต้องเป็นพฤติกรรมที่ผู้กระทำมีเจตนา หรือความจงใจกระทำลงไปเท่านั้น คือต้องเป็นพฤติกรรม ที่ผู้กระทำมีการตัดสินใจเลือกกระทำอย่างเสรี ไม่มีการถูกบังคับ หรืออยู่ในภาวะที่ผู้กระทำลงไปโดยไม่รู้สึกตัว เช่น นอนละเมอ บ้า วิกลจริต ถูกบังคับให้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เป็นต้น อย่างนี้ไม่จัดอยู่ในขอบข่ายที่จะตัดสินได้ว่า ดีหรือชั่ว

จริยธรรม ถูกนิยามตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ว่าหมายถึง “ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม” ซึ่งมาจากคำบาลีและสันสกฤต 2 คำผสมกันคือ จริย แปลว่า ความประพฤติ กริยาที่ควรปฏิบัติ และ ธรรม ซึ่งมีความหมาย 4 ประการ คือ

  1. ธรรม หมายถึง ตัวธรรมชาติ คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย (เหตุก่อให้เกิดผล) ตามธรรมชาติ
  2. ธรรม หมายถึง กฎธรรมชาติ หรือกฎแห่งเหตุและผล ซึ่งตัวกฎธรรมชาตินี้มีอยู่หรือแฝงอยู่ในธรรมชาติทุกสิ่งทุกอย่าง อิงอาศัยกัน และธรรมชาติให้เกิดความสมดุล
  3. ธรรม หมายถึง คำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งถูกรวบรวมไว้ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น 2 คือ คำสอนที่เป็นหลักสัจธรรม และคำสอนที่เป็นหลักจริยธรรม
  4. ธรรม หมายถึง ความถูกต้องชอบธรรม มุ่งหมายถึงความยุติธรรม ถูกต้องชอบธรรม ดี สุจริต ได้โทษ ซึ่งตรงข้ามกันข้ามกับอยุติธรรม ความไม่ถูกต้องชอบธรรม ชั่ว ทุจริต มีโทษ


3.ประโยชน์ของการศึกษาจริยธรรม

จากการศึกษาเราสามารถแบ่งประโยชน์ของจริยธรรมที่มีต่อสังคมเป็น 7 ด้านดังนี้

  1. เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ปฏิบัติเอง ซึ่งหากบุคคลใดปฏิบัติตามหลักจริยธรรมจะได้รับการยอมรับว่าเป็นคนดี ทำให้ตนเองรู้สึกภูมิใจ อิ่มใจ สบายใจ ไม่มีศัตรู เป็นที่รักใคร่เป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่น หลักธรรมที่ประพฤติจะส่งผลให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจการงาน เช่น ความอดทน ความเพียร เป็นต้น
  2. เป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม บุคคลใดมีจริยธรรมที่ยึดถือประพฤติตนดีถือว่าเป็นคนดีของสังคม อย่างน้อยสังคมก็ไม่มีปัญหา ไม่เป็นภาระต่อสังคมการกระทำความดีเป็นการช่วยเหลือสังคมพร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมให้สังคมมีความสุข
  3. เป็นการรักษาจริยธรรม บุคคลที่มีจริยธรรมเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่าควรแก่การรักษาไว้ซึ่งรักษาไว้ด้วยการปฏิบัติสืบทอดต่อๆกันไป หากไม่มีใครปฏิบัติก็จะเหลือแค่ตัวอักษรหรือเหลือแค่คำพูด เป็นเพียงอุดมคติ เป็นเพียงจินตนาการ แต่ไม่มีผู้ปฏิบัติ เหมือนพระภิกษุปัจจุบันจำนวนมาก ตัวเองไมเคร่งต่อการปฏิบัติ จึงมีแต่ตัวหนังสือ หรือคำพูดเปล่าๆ ส่วนพระภิกษุเองก็เสื่อม ในที่สุดก็จะไม่มีพระ ไม่มีคนนับถือพระ ไม่มีใครใส่บาตร ในทำนองเดียวกันผู้ปฏิบัติจริยธรรมเป็นผู้สืบต่อรักษาจริยธรรมให้จริยธรรมยังมีปรากฏอยู่โดยมีผู้ประพฤติปฏิบัติอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ก็เป็นการดำรงรักษาจริยธรรมไว้
  4. จริยธรรมช่วยควบคุมมาตรฐานองค์กรใดๆ จริยธรรมในการประกอบธุรกิจนั้นจะเป็นสิ่งรับประกันความถูกต้อง ปริมาณและคุณภาพที่ถูกต้อง เช่น การประกอบธุรกิจด้นการผลิต ด้านการจำหน่ายและการบริการ ไม่ปลอมปนสิ่งใดลงในตัวสินค้า ประชาสัมพันธ์ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ด้วยความเป็นจริง จริยธรรมมีส่วนช่วยควบคุมผู้ประกอบธุรกิจในด้านต่างๆ เช่น ผู้ผลิตผู้ค้าให้มีความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม เป็นต้น จริยธรรม จรรยาบรรณ มีส่วนช่วยส่งเสริมมาตรฐานคุณภาพและปริมาณคุณค่าความสะอาด การโฆษณา การไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค เป็นต้น
  5. พัฒนาบ้านเมืองและประเทศชาติ บ้านเมืองจะพัฒนาได้ก็ต้องอาศัยคนดีมีจริยธรรมช่วยกันพัฒนาการที่จะพัฒนาบ้านเมืองต้องมีการพัฒนาจิตใจของคน พร้อมทั้งควบคู่กันไปกับพัฒนาเศรษฐกิจสังคม การศึกษา การพัฒนาที่ไม่มีจริยธรรมอาจเป็นการพัฒนาที่สูญเปล่า
  6. จริยธรรมทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิ์ตามกฎหมาย สำหรับผู้ประกอบอาชีพที่มีจริยธรรมจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประสบผลสำเร็จในด้านต่างๆ ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีคือ ความสามัคคี เมตตา กรุณา และจรรยาบรรณในการทำงาน
  7. จริยธรรมช่วยเน้นให้เห็นภาพพจน์ที่ดีของผู้มีจริยธรรม ผู้ที่รับผิดชอบต่อหน้าที่การงานและอาชีพอย่างแท้จริง เสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน และจริยธรรมยังช่วยลดปัญหาอาชญากรรม ลดปัญหาการคดโกง ลดความเห็นแก่ได้ ลดความเห็นแก่ตัว ลดการเอารัดเอาเปรียบ เป็นต้น


4.ระดับชั้นของจริยธรรม

จริยธรรมระดับชั้นตามความหมายในทางพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่าพุทธจริยธรรม สามารถได้เป็น 3 ระดับดังนี้

  1. พุทธจริยธรรมขั้นพื้นฐาน
  2. พุทธจริยธรรมขั้นกลาง
  3. พุทธจริยธรรมขั้นสูง


5.ลักษณะของจริยธรรม

จริยธรรมมีลักษณะ 4 ประการ คือ

  1. การตัดสินทางจริยธรรมนั้น บุคคลจะมีหลักการของตนเอง เพื่อตัดสินการกระทำของผู้อื่น
  2. หลักการของจริยธรรมและการตัดสินตกลงใจเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลก่อนที่จะปฏิบัติการต่างๆ ลงไป
  3. หลักการทางจริยธรรมเป็นหลักการสากลที่บุคคลใช้ตัดสินใจในการกระทำสิ่งต่างๆ
  4. ทัศนะเกี่ยวกับจริยธรรมได้มาจากความคิดของบุคคลหรืออุดมคติของสังคมจนเกิดเป็นทัศนะในการดำรงชีวิตของตน และของสังคมที่ตนอาศัยอยู่

จริยธรรม เป็นสิ่งที่ควรประพฤติ มีที่มาจากบทบัญญัติหรือคำสั่งของศาสนา หรือใครก็ได้ที่เป็นผู้มีจริยธรรม และด้รับความเคารพนับถือมาแล้ว


6.ลักษณะของผู้มีจริยธรรม

ผู้มีจริยธรรมจะเป็นผู้ที่มีคุณลักษณะดังนี้

  1. เป็นผู้ที่มีความเพียรความพยายามประกอบความดี ละอายต่อการปฏิบัติชั่ว
  2. เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม และมีเมตตากรุณา
  3. เป็นผู้มีสติปัญญา รู้สึกตัวอยู่เสมอ ไม่ประมาท
  4. เป็นผู้ใฝ่หาความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพ เพื่อความมั่นคง
  5. เป็นผู้ที่รัฐสามารถอาศัยเป็นแกนหรือฐานให้กับสังคม สำหรับการพัฒนาใดๆได้


7.ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม

จริยธรรมเป็นสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้นมาว่า อยากจะให้สมาชิกของสังคม มีพฤติกรรมที่สังคมนิยมชมชอบอยู่ในตัว และลักษณะใดที่สังคมไม่นิยมก็ไม่อยากให้สมาชิกมีอยู่ในตัว จริยธรรมแบ่งได้เป็น 4 ด้าน คือ

  1. ความรู้เชิงจริยธรรม หมายถึง ความรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วภายในสังคมของตน แต่ความรู้ว่าอะไรดี อะไรชั่วยังเป็นข้อสรุปว่า คนจะต้องทำตามที่ตนเองรู้เสมอไป เช่นรู้ว่า คอรัปชั่นเป็นสิ่งเลว ก็ไม่แน่ว่าจะไม่คอรัปชั่น
  2. ทัศนคติเชิงจริยธรรม คือ ความรู้สึก ของบุคคลที่มีต่อสิ่งถูกสิ่งผิดในสังคมว่า ชอบหรือไม่ชอบทัศนคติมีลักษณะจูงให้คนทำพฤติกรรมตามทัศนคติค่อนข้างมาก
  3. เหตุผลเชิงจริยธรรม หมายถึง การใช้เหตุผลที่บุคคลใช้เลือกที่จะทำ หรือไม่เลือกที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กคนจนต้องขโมยเงินมาซื้อยาให้แม่ที่เจ็บป่วยอยู่เด็กจะให้เหตุผลว่าเขาทำอย่างนั้นถูกแล้ว เพราะเขาต้องมีความกตัญญู จริยธรรมเรื่องความซื่อสัตย์ต้องเป็นรองเพราะเขาเป็นคนจน
  4. พฤติกรรมเชิงจริยธรรม เป็นพฤติกรรมที่คนแสดงออกมาตามที่สังคมนิยมชื่นชอบ หรืองดเว้นการแสดงพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของสังคม เช่น การให้ทาน นอกจากนั้น ยังหมายถึงพฤติกรรมที่แสดงออกในสภาพการณ์ที่ยั่วยุ เช่น ถ้ามีคนมาให้สินบนข้าราชการเขาจะรับหรือไม่


สงวนลิขสิทธิ์ © 2013 - ใช้ในวิชา Fundamental Laboratory for Computer Engineering เท่านั้น สร้างโดย อภิสิทธิ์ อุคำ